แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าววาไรตี้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าววาไรตี้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

การกลับไปแก้ไขอดีตชาติ



ในเรื่องการแก้ไขอดีตชาตินั้นต้องบอกกันก่อนว่า เราทุกคนกลับไปแก้ไขไม่ได้ จะให้กรรมนั้นไม่เกิดขึ้นไม่ได้เหมือนกับข้าวสารที่เอามาหุงเป็นข้าวสวยแล้ว เราจะทำอย่างไรข้าวสวยก็กลับมาเป็นข้าวสารไม่ได้
การแก้ไขอดีตชาติ

การแก้ไขในอดีตชาติหรือการแก้กรรมในหนังสือเล่มนี้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในชาตินี้ ไม่ไปทำกรรมชั่วเหมือนในอดีตชาติที่ทำมา เป็นการสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบัน

การสร้างกรรมใหม่ที่ดีกว่าในชาติปัจจุบันของตน เพื่อให้ชีวิตนั้นดีขึ้นแบบทันตาเห็นและเพื่อเป็นเสบียงบุญที่ส่งผลต่อไปในภพชาติอื่น มีการกล่าวถึงเรื่องการสร้างกรรมดีเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นในพระไตรปิฎกอยู่อย่างมากมาย และส่วนใหญ่ได้บอกถึงเหตุซึ่งจะมาเป็นผล และกล่าวถึงอดีตชาติของทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวอันเป็นผลแห่งกรรมทั้งสิ้น ตัวอย่างที่ดีก็คือกรณีของ “สามเณรบัณฑิต”

สามเณรบัณฑิตนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในทางธรรมอย่างรวดเร็วคือบรรลุธรรมระดับสูงสุดได้ตั้งแต่เป็นสามเณร ก็เพราะผลบุญเก่าที่ได้ทำมาแต่อดีตชาติ คือในชาติหนึ่งได้เกิดเป็น นายทุคตะ (คนยากจน) ที่ทำคุณงามความดีคือมหาทานเพียงครั้งเดียวกับพระพุทธเจ้ากัสสปะ

จนในชาตินั้นได้กลายเป็นมหาเศรษฐีทันตาเห็นและยังคงเพียรทำความดีอย่างมากมายต่อไปอีกตลอดชีวิต จนเมื่อตายไปแล้วก็ได้ไปเกิดในเทวโลกเป็นเทวดาเสวยบุญอีกนานแสนนาน และชาติสุดท้ายก็ได้กลับมาเกิดเป็นสามเณรบัณฑิต

แต่ก่อนที่นายทุคตะผู้ยากจนจะได้มาทำทานเปลี่ยนกรรม เปลี่ยนชีวิตนั้น ก็เพราะมีบัณฑิตใจบุญมาบอกกล่าวถึงเรื่องกรรมเก่าของนายทุคตะว่า การที่นายทุคตะต้องเกิดมาเป็นคนยากจนข้นแค้นแสนสาหัสเพราะในอดีตชาติของทุคตะไม่เคยทำบุญทำทาน ตระหนี่ถี่เหนียวอยู่เรื่อยไปผลกรรมนั้นจึงตกมาในชาตินี้ทำให้กลายเป็นคนยากจน

สรุปให้เห็นชัดได้ง่าย ๆก็คือ

–อดีตชาติของนาย ทุคตะ เกิดเป็นคนที่มีนิสัยตระหนี่ถี่เหนียวมาก

– เมื่อเกิดมาเป็นนาย ทุคตะ ผลจากความตระหนี่ถี่เหนียวในชาติที่แล้วจึงทำให้ชาตินี้ยากจนมากเช่นกัน แต่ชาตินี้ไม่เหมือนชาติที่แล้ว นายทุคตะได้กระทำกรรมดีใหม่คือ แม้จะยากจนก็รู้จักทำบุญทำทานแถมยังทำทานได้ถูกคนถูกเนื้อนาบุญคือ ได้ตักบาตรถวายอาหารกับพระกัสสปะพุทธเจ้า จนอานิสงส์ทำให้กลายเป็นเศรษฐีและได้บำเพ็ญคุณงามความดีตลอดชีวิต

–ได้ไปเกิดในเทวโลกเสวยสุขเป็นเทวดาอยู่เป็นเวลานาน

– ชาติสุดท้ายได้มาเกิดเป็นบัณฑิตผู้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ตั้งแต่เป็นสามเณรและเป็นกำลังสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล

จากตัวอย่างกรณีแสดงให้เห็นชัดในทางการแก้ไขอดีตชาติหรือกรรมเก่าของตนเองนั้น ขอให้พึงระลึกไว้ว่า การที่เราเป็นอยู่อย่างไรในปัจจุบันนั้นเกิดมาจาก “กรรม”หรือการกระทำในอดีตที่ลิขิตให้เป็นเมื่อรู้อดีตดีแล้วไม่ใช่รู้เพียงเพื่อให้ “ยอมจำนนแก่กรรม” แล้วใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายไม่ยอมแก้ไขอะไรเลย แต่ต้องเร่งสร้างกรรมดีใหม่ให้มีพลังอำนาจมากกว่ากรรมที่เคยทำมาแต่เดิมและต้องถูกวิธี



ที่มา torthammarak.wordpress.com

20 “ความเสียใจ” จากคนใกล้ตายที่จะเปลี่ยนความคิดคุณ!



20 “ความเสียใจ” จากคนใกล้ตายที่จะเปลี่ยนความคิดคุณ!

วันหนึ่งคนเราต้องตาย…​นี่อาจจะเป็นหนึ่งในประโยคที่ดูมีพลังที่สุดเวลามีคนอื่นพูดกับเรา ไม่ว่าเราจะรู้สึกแข็งแรง มีอำนาจ มีเงิน รู้สึกว่าเราอยู่อีกยาวนานแค่ไหน แต่วันหนึ่งเราต้องจากโลกกลมๆ ใบนี้ไปอยู่ดี และเมื่อถึงจุดนั้น ความรู้สึกของคุณมันอาจจะเหลืออยู่แค่สองอย่าง คือ

“รู้สึกชนะที่ใช้ชีวิตของคุณได้คุ้มค่าแล้ว” หรือ “เสียใจที่ไม่ได้ทำในหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่าง”

เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องขอบคุณที่เรายังมีชีวิตอยู่ ที่เรายังทำหลายๆ อย่างในชีวิตให้ดีขึ้นได้ จะได้ไม่เสียใจเมื่อายเกินไป และเพื่อนำทางให้คุณ วันนี้เราเอา 20 “ความเสียใจ” จากคนใกล้ตายที่จะเปลี่ยนชีวิตคุณมาฝากกัน เพื่อที่คุณจะได้ไม่เดินรอยตามพวกเขาเหล่านั้น


1.เสียใจที่ไปเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่นๆ

ทุกคนต้องเคยผ่านจุดนี้ และคนที่ยังทำอยู่ มันไม่มีประโยชน์เลย และมีแต่จะบั่นทอนความรู้สึกเติมเต็มในชีวิตคุณ แทนที่จะเปรียบเทียบกับใครก็ตาม ให้คิดว่าเรามาไกลแค่ไหนแล้ว เราทำอะไรไปแล้วที่ส่งผลต่อเป้าหมายของเราบ้าง จะดีกว่า

2.เสียใจที่ไม่ทำสิ่งที่ต้องการ

สิ่งหนึ่งที่คุณต้องรู้คือไม่ว่าอะไรก็ตาม มันไม่มี “วิธีที่ถูกต้อง” เสมอหรอ บางทีเราต้องทำมัน เริ่มมัน แล้วคุณจะรู้เองว่ามันจะได้ผลหรือไม่ แต่บางคนกลับไม่กล้าทำในบางสิ่งบางอย่างที่ตนต้องการเพียงเพราะกลัวว่ามันจะไม่สำเร็จนั่นเอง

3.เสียใจที่ปล่อยให้โลกมากำหนดตัวตนของคุณ

ทุกคนอยากให้โลกเข้าใจ และรับได้ในความเป็นตัวคุณ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สำเร็จในสิ่งนี้ เพราะเอาเข้าจริงกลับยอมให้คนอื่นๆ สังคม คนรอบข้างมากำหนดค่าความเป็นตัวคุณ พยายามทำให้คนอื่นพอใจ ยกเว้นความรู้สึกตนเอง

4.เสียใจที่มักพูดว่า “รอไว้พรุ่งนี้ค่อยทำ”

ข้ออ้าง การขี้เกียจ การผัดวันประกันพรุ่ง คือสิ่งที่ง่ายที่คนเรามักทำ และคุณมักหาเหตุผลได้เสมอ แต่สิ่งที่คุณคิดว่าคุณค่อยทำวันพรุ่งนี้ มักจะกลายเป็นสิ่งที่คุณจะเสียใจทีหลังที่ไม่ได้ทำเมื่อ 50 ปีก่อนทุกที

5.เสียใจที่ไม่กล้าเสี่ยงในชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นความกลัวของคุณเอง อาทิ กลัวที่ไม่กล้าสมัครงานที่อยากทำเพราะกลัวไม่เก่งพอ ไม่กล้าชวนสาวที่ชอบออกเดทเพราะเธอสวยเกินไป ไม่กล้าเริ่มธุรกิจที่ชอบเพราะกลัวไม่สำเร็จ สิ่งเหล่านี้คุณจะเสียดายทีหลัง เชื่อสิ

6.เสียใจที่วันนั้นหยุดสู้ต่อ

แม้ว่าคุณจะกล้าเสี่ยงทำสิ่งต่างๆ ในข้อที่แล้ว แต่ความล้มเหลวเกิดขึ้นได้แน่ๆ และมันจะกลายเป็นความเสียใจครั้งใหญ่ที่วันนั้นคุณหยุดเดิน หยุดสู้ในสิ่งที่คุณเริ่มมันมา

7.เสียใจที่ไม่ได้บอกรักคนอื่นๆ มากกว่านี้

ทุกคนรู้สึกรักคนรอบข้าง คนใกล้ชิด คนในครอบครัว คนรัก แต่มีไม่มากที่กล้าที่จะบอกความรู้สึกนั้นกับคนเหล่านั้นของพวกเขา เพราะฉะนั้น อย่าให้มันสายเกินไปนะ บอกรักพวกเขาซะ

8.เสียใจที่ไม่ได้มีความสุขกับสิ่งที่มีมากกว่านี้

คนเราหลายคนมักไม่เคยพอ ไม่เคยสุขกับเงินที่มี อำนาจที่มี ทางเลือกที่มี แต่อยากมีมากขึ้นไปอีก และไม่เคยมีความสุขกับสิ่งที่มีเสียที ลองก้าวออกมาและมองชีวิตคุณดู แล้วคุณอาจจะรู้แล้วก็ได้ว่าสิ่งที่คุณมีมันพอที่จะทำให้คุณมีความสุขแล้ว

9.เสียใจที่ไม่ได้ดูแลร่างกายตัวเองให้ดีกว่านี้

ทางเลือกอยู่ในมือคุณ จะทำให้ร่างกายแข็งแรงเพื่ออยู่กับคนที่คุณรักไปนานๆ และมีพลังงานในการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตได้ดีขึ้น หรือจะใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงโดยไม่รักร่างกายที่คุณมี หากคุณเลือกข้อแรก บางทีอาจเริ่มต้นที่การออกกำลังกาย หยุดทานอาหารขยะ งดสูบบุหรี่จัดๆ และดื่มเหล้ามากๆ นั่นเอง

10.เสียใจที่ฟังคนอื่นน้อยไป

“การฟัง” คือคุณสมบัติที่ดี มันคือการเปิดรับความคิด ความเห็น เรื่องราวดีๆ ที่คุณจะนำมาปรับใช้ได้ หรือทำให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ดีขึ้น แต่หลายๆ คนติดกับดักกับความคิดที่ว่าเราต้องถูกเสมอ และปฏิเสธที่จะฟัง

11.เสียใจที่ไม่ปล่อยวาง และเก็บความโกรธแค้นมานานเกินไป

แน่นอนว่าเวลาคนทำให้เราเจ็บ มันท่อแท้ โดยเฉพาะถ้าคนนั้นมีความหมายมากๆ กับคุณ แต่การถือโทษโกรธแค้นไม่เคยทำให้ใครมีความสุขในชีวิตได้เลย

12.เสียใจที่ท่องเที่ยวน้อยไป

คนชอบคิดว่าการเที่ยวต้องใช้เงินเยอะ ต้องไปต่างประเทศ ทั้งๆ ที่การท่องเที่ยวหมายถึงไปที่ที่คุณไม่เคยไป และนั่นรวมถึงจังหวัด หรือเมืองในประเทศที่คุณสามารถขับรถไปได้ แค่นั้นก็ทำให้คุณเห็นโลกมากขึ้นแล้ว

13.เสียใจที่เครียดกับชีวิตมากเกินไป ไม่ค่อยหัวเราะเลยในชีวิต

หลายๆ คนเครียดกับชีวิตมากเกินไป ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องผิด แต่คุณไม่ควรทุ่มเวลาทั้งหมดไปกับการครุ่นคิดสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะความล้มเหลวที่เกิดขึ้น หรือยังไม่เกิดขึ้น หาความสุขให้ชีวิตบ้าง หัวเราะวันละนิด บางทีมันอาจจะช่วยให้คุณคิดอะไรออก หลังจากที่มีความสุขก็เป็นได้

14.เสียใจที่ทำงานมากเกินไป (ควรทำแค่ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์พอ)

คนเราใช้เวลาไปกับการทำงานมาก เพราะต้องการหาเงินมาให้คนที่เรารักสบาย แต่นั่นบางทีอาจจะหมายถึงการสูญเสียคนเหล่านั้นไปก็เป็นได้ เพราะสิ่งที่คุณไม่เคยให้เขาได้คือเวลาของคุณเอง เพราะฉะนั้นจำไว้ว่า งานของคุณยังคงอยู่แม้คุณตายไป แต่คนรอบข้างของคุณไม่ได้อยู่กับคุณไปตลอด

15.เสียใจที่ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนเท่าที่ควร

เลิกคิดได้แล้วว่า ถ้าเพื่อนคุณไม่โทรมาเขาคงไม่คิดถึงคุณ หากคุณคิดถึงเขา ความเป็นไปได้ก็คืออีกฝั่งก็รู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นลองโทรหา เขียนอีเมล์ เขียนจดหมาย แล้วคุณจะดีใจถ้าคุณได้ทำมัน

16.เสียใจที่ใส่ใจสิ่งรอบข้าง โลกรอบตัวน้อยเกินไป

ดูจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนรุ่นนี้เอามากๆ ที่สายตาจดจ่ออยู่กับหน้าจอมือถือ กับคนในนั้นที่อยู่ห่างออกไป มากกว่าที่จะอิ่มเอมกับสิ่งรอบตัว ความงามของโลกตรงหน้าคุณ

17.เสียใจที่มั่นใจในตัวเองน้อยไป

หนึ่งในความผิดยิ่งใหญ่ในชีวิตของหลายๆ คนคือการไม่เชื่อในความสามารถของตัวเองให้มากพอ และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากๆ เพราะฉะนั้น คุณเท่านั้นที่ควรรู้คุณค่าของคุณได้ดีที่สุด

18.เสียใจที่ไม่เชื่อความรู้สึกตัวเอง

เสียงที่อยู่ในหัวคุณ ที่บอกคุณในเรื่องต่างๆ มันอยู่ตรงนั้นเพราะเหตุผลบางอย่าง ซึ่งเหตุผลนั่นคือมันคือความรู้สึก ความต้องการของคุณยังไงล่ะ เพราะฉะนั้น บางครั้งฟังมันบ้างก็ได้ มันคือเสียงของหัวใจคุณนะ

19.เสียใจที่เลือกคบคนไม่ดี

ความงามของชีวิตคือเราสามารถเลือกได้ว่าจะอยู๋ใกล้ๆ คนแบบไหน บางทีการอยู่ใกล้คนที่สร้างพลังงานด้านบวกให้คุณได้ มันก็ดีกว่าคนที่สร้างแต่เรื่องลบๆ พลังงานด้านลบให้คุณใช่มั้ยล่ะ

20.เสียใจที่ไม่ได้ลงมือทำ ได้แต่พูด

การพูดง่ายกว่าการลงมือทำ เราสามารถฝันได้ แต่อย่าให้มันเป็นเพียงความฝัน ลงมือทำซะและทำให้มันเป็นความจริง


ที่มาจาก H/T: Lifehack

วิทยาศาสตร์ระบุ! เหตุผลที่เราไม่จำเป็นต้องอาบน้ำทุกวัน



สิ่งที่คนเราทำกันเป็นประจำทุกวันคงหนีไม่พ้นการกินข้าว อาบน้ำ แปรงฟัน เราเรียนสุขศึกษามาตั้งแต่เด็กๆ สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมเรามาตลอด จนเราทำมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว เหตุเพราะกลัวว่าร่างกายของเราจะไม่สะอาด และส่งกลิ่นหอมรัญจวนไปยังผู้อื่น ก็แน่นอนล่ะค่ะเราถูกสั่งสอนมาว่าการอาบน้ำทุกวันเป็นเรื่องดี แต่ถ้ามีข้อมูลว่าแย้งว่ามันก็ไม่ได้ดีเสมอไปล่ะ คนที่ไม่ค่อยชอบอาบน้ำอาจจะรู้สึกดีใจขึ้นมาเลยทีเดียว

Dr. Casey Carlos แห่ง University of California San Diego ได้ระบุว่า การอาบนำ้เป็นประจำทุกวัน หรือมากเกินไป อาจะเป็นผลเสียต่อร่างกายของคุณ ถ้าให้เข้าใจกันง่ายๆ เลยก็คือ สบู่ที่เราใช้อาบน้ำนั้นจะชะล้างน้ำมันบนผิวหนังซึ่งจะทำให้ผิวหนังแห้ง และไม่เรียบเนียน Dr. Carlos แนะนำว่าจุดที่คุณควรใช้สบู่ถูนั้นควรเป็นหน้าขา รักแร้ และเท้า นอกจากนี้มันก็มีส่วนที่คุณไม่ควรใช้สบู่ถูมันบ่อยนัก ก็คือ หน้าอก หลัง ขา และแขน เหตุผลก็เพราะว่าผิวหนังของเราเนี่ยมันมหัศจรรย์มาก เพราะมันสามารถทำความสะอาดตัวเองได้! ซึ่งคุณควรใช้เวลาในการอาบน้ำให้น้อยกว่า 10 นาที เพื่อไม่ให้เป็นการทำร้ายผิวมากเกินไปนั่นเอง

การอาบน้ำบ่อยๆ ยังเป็นการชะล้างแบคทีเรียที่ดีต่อร่างกายของมนุษย์ไปด้วย  ซึ่งแบคทีเรียที่ว่านี้จะช่วยป้องกันพิษจากสารเคมีของสบู่ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวต่างๆ การสระผมทุกวันก็ยังเป็นการทำลายน้ำมันธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้ผลของคุณชี้ฟู Andrea L. Hayden Director of the International Association of Trichologists แนะนำว่าคุณควรสระผมสัปดาห์ละสองครั้งก็เพียงพอแล้ว สำหรับคนที่รู้สึกว่าบ้านเรามันร้อนเกินไป ลองใช้พวกดรายแชมพูในการทำความสะอาดก็เวิคอยู่ค่ะ

หลายคนอาจจะรู้สึกว่ายังไงก็อยากขออาบน้ำทุกวันอยู่ดี เพราะอากาศบ้านเรามันไม่เอื้อเลยจริงๆ ที่จะหมักหมมเหงื่อไคลไว้ ปกติอาบน้ำสองครั้ง จะให้ตัดไปครั้งนึงก็ยังชั่งใจอยู่ ลองปรับเป็นช่วงเช้าไม่ต้องอาบดูก็ได้นะ เพราะก่อนนอนเราก็อาบน้ำกันไปแล้ว เรียกว่าร่างกายยังไม่ทันสกปรกเลยด้วยซ้ำ แต่ก็อย่าลืมแปรงฟัน ล้างหน้า หวีผมให้สะอาดสะอ้าน ไม่อาบน้ำก็จริง แต่พวกเสื้อผ้าก็ไม่ควรใส่ซ้ำเช่นกัน อย่างน้อยที่สุดคุณก็ต้องใส่เสื้อผ้าสะอาดทุกๆ วัน งานนี้ใครไม่ค่อยชอบอาบน้ำก็มีเหตุผลที่ดีในการแก้ตัวแล้วล่ะ


ขอบคุณเนื้อหาและภาพ unlockmen.com

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

ทำอย่างไรเมื่อติดกับดัก "โรคโฟโม" หรือโรคกลัวตกเทรนด์



หงุดหงิด กระวนกระวายใจใช่มั้ยเมื่ออยู่ในสถานที่ no wifi

ความเคยชินหนึ่งของคุณเมื่อตื่นนอนจะต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเช็กข้อความ อัพเดตข่าวสารบนโลกโซเชียล เพราะกลัวจะตกข่าวฮอต ใครกำลังปะฉะดะกับใคร อย่างไร

ใช้สมาร์ทโฟนมากกว่าวันละ 6 ชั่วโมง มักพาตัวเองไปเซลฟี่สถานที่ที่ใครๆ ต้องไม่พลาด แล้วอัพเฟซบุ๊กประกาศให้โลกรู้

ยิ่งมีใครมาเมนต์แรงๆ ใส่ จะพาลอารมณ์เสียไปทั่วฯลฯ

อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งชี้แล้วว่าคุณกำลังเสี่ยงต่อการเป็น "โรคโฟโม" (FOMO) หรือ Fear of Missing Out กลัวตกกระแสเมื่อไม่ได้เล่นสมาร์ทโฟน

มีผลวิจัยรายงานว่า มนุษย์เราในปัจจุบันกว่า 60% มีอาการโฟโมเมื่อไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ต และในบรรดาคนเหล่านี้ 80% เป็นคนเอเชีย! (แต่ไม่ได้แจ้งว่าเป็นคนไทยสักเท่าใด)

ถ้าเช่นนั้นต้องรับมืออย่างไร?

ในอินโฟกราฟิก ไทยแลนด์ แนะว่า ก่อนอื่นต้องยอมรับความจริงเสียก่อนว่า "ฉัน" เสพติดจริง แล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้อย่างเคร่งครัด

1.ในวันที่ว่างจากการทำงาน ให้ปิดโทรศัพท์บ้างแล้วเอาเวลาเหล่านั้นไปทำงานอดิเรกอย่างอื่น จะอ่านหนังสือ ปลูกผัก ทำขนม ฯลฯ ได้ทั้งนั้น 

2.เลิกแชตสักวันแล้วออกไปเที่ยวกับเพื่อน 

3.กำหนดห้องนอนให้เป็นพื้นที่ปลอดโซเชียล 

4.ละสายตาจากหน้าจอคอมฯ หน้าจอสมาร์ทโฟน ทุก 2 ชั่วโมง

...ทำได้อย่างนี้สักเดือนเชื่อสิว่าอาการเหวี่ยงๆ วีนๆ จะหายไปโดยไม่รู้ตัว แล้วชีวิตก็ดี๊ดี

ภาพประกอบจาก istockphoto

ดูด่วน!!คุณผ.ญ.ที่ชอบใส่กางเกงเอวสูงขาสั้น ผช.มีอะไรจะบอก!!



เอามาฝากกันสำหรับสาวๆที่นิยมใส่กางเกงขาสั้นแถมยังเป็นเอวสูงอีกตะหาก เนื่องจากมีคุณผู้ชายไปตั้งกระทู้ในเว็บพันทิปดอทคอมชื่อกระทู้ว่า "คุณผู้หญิงที่ชอบใส่กางเกงเอวสูงขาสั้นครับ ผมมีอะไรมาบอก" โดยเรื่องราวระบุว่า...

กาลครั้งหนึ่ง ณ เมื่อวานมานี้ ผมได้ไปเดินดูเคสมือถือที่เสือป่า พลาซ่า
ระหว่างเลือกๆอยู่นั้นก็มีกลุ่มหญิงสาวหน้าตาค่อนข้างดี 3 คนเดินแทรกเข้ามา

1 คนใส่ยีนส์ขายาว อีก 2 คนใส่เอวสูงขาสั้นมากๆ ผมก็มองสิครับ มองตั้งแต่ด้านหน้าก็ปกตินะครับ เอ้อ ผมลืมบอกไปว่าผมไม่ได้มองเอาเป็นเอาตายนะครับ ผมก็เลือกซื้อของๆผมไป เพราะแฟนมาด้วยครับ ต้องอาศัยจังหวะจะโคน

ร้านเคสร้านนี้นะครับจะอยู่ชั้นบนๆจะมีตรงกลางวางเคสกองกะพื้นและใช้เดินวนดูรอบๆ พอสาวกลุ่มนี้ผ่านผมไปก็ทำให้ผลเห็นด้านหลังของหล่อนๆ เข้าอย่างจัง และมันไม่ใช่อย่างที่คิดครับ มองด้านหลังและค่อนข้างตกใจผมยืนนิ่งไว้อาลัยอยู่ 3 วิ จนแฟนผมเริ่มรู้ตัว และที่น่าตกใจคือไอ้คนงานขายนั่งกินก๋วยเตี๋ยวอยู่ด้านหน้าร้านดันปากไวพูดมาลอยๆว่า โหแมร้งโคตรดำเลยว่ะ คือผมว่า 2 คนนี้ที่เป็นคนงานของร้านน่าจะมองกลุ่มนี้เหมือนกันตั้งแต่ช่วงแรกๆ ไม่งั้นคงไม่อุทาน

ภาพที่เห็นคือน้องผู้หญิงคนนึงที่นุ่งเอวต่ำหันหลังก้มดูเคสที่แขวนอยู่ต่ำประมาณหัวเข่า ก็เลยเห็นบั้นท้ายนึกภาพตามนะครับ คือช่วงขาไปถึงช่วงขาบนๆเลยขาหนีบก็ปกติดีครับ แต่ตรงขอบกางเกงใกล้ๆก้นนี่ต้องเรียกว่า"ดำเมี่ยม" คือด้วยความที่กางเกงสั้นมาก และเห็นชัดเพราะว่าเธอก้มด้วยครับ 

แต่หน้าตาเธอสวยคมนะครับ คือจัดว่าหน้าตาดีทีเดียวเชียว คือการแต่งตัวมันทำให้เธอดูแย่โดยไม่รู้ตัวเลยครับ แหม่แต่เพื่อนเธอก็ไม่เตือนกันเลยนะครับ ปล่อยให้ใส่มาได้ ส่วนอีกคนก็นุ่งสั้นนะครับแต่ไม่ดำก็รอดไป

แฟนผมเห็นและมาสะกิดผมขณะที่ผมทำเนียนหันไปทางอื่นแล้วแฟนกระซิบถามว่า นี่ๆ ของชั้นเป็นแบบนั้นป่ะ พลันบอกให้ผมดู ผมก็บอกว่าเฮ้ยบ้า ไม่หรอกน่า

จริงๆผมเคยเจอแบบนี้มามากนะครับ คือโคนขาผู้หญิงบางคนสีคล้ำมากๆแต่ชอบใส่สั้นเสมอTooD คาดว่าเวลาใส่เนี่ยอาจจะไม่ได้มีโอกาสมองเห็นตัวเองจากด้านหลังนะครับ เพราะมันดูลำบากต้องให้คนบอก ฝากไว้เท่านี้ครับ



ขอบคุณที่มา > > http://pantip.com/topic/32198682

ปล. ขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ตไม่เกี่ยวข้องใดๆกับเนื้อหาข่าว

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

นอนท่าไหนแล้วดี-ไม่ดี ต่อสุขภาพ



ท่านอนประจำไม่ของแต่ละคนมักเหมือนกัน บางคนชอบนอนหงาย, ตะแคง, นอนงอตัว, และนอนคว่ำ ซึ่งแต่ละท่านอนนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน

1. นอนหงาย เป็นท่าที่ดีต่อสุขภาพแนะนำให้นอนด้วยท่านี้ เพราะช่วยป้องกันอาการปวดหลัง-คอ ด้วยทำให้ศีรษะ คอ และกระดูกสันหลังอยู่ในแนวที่เหมาะสม, ป้องกันกรดไหลย้อนด้วยการยกศีรษะให้สูงกว่าช่วงท้อง และทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าน้อยกว่าท่านอนอื่น แต่ไม่ดีสำหรับคนนอนกรน 

2. นอนตะแคง ท่านอนนี้ถือว่ายังพอนอนได้ เพราะช่วยลดการกรน ด้วยการยึดกระดูกสันหลัง, ลดการเกิดกรดไหลย้อน จากการทำให้ศีรษะอยู่สูงกว่าช่วงท้อง, เหมาะสำหรับหญิงตั้งครรภ์ แนะนำว่าให้นอนตะแคงซ้ายจะช่วยให้ระบบโลหิตไหลเวียนดี แต่ไม่ดีคือทำให้หน้าเบี้ยว และหน้าอกหย่อนคล้อย

3. นอนงอตัวเหมือนทารกในครรภ์ ท่านี้ไม่แนะนำ เพราะจำเพิ่มอาการปวดตามข้อต่างๆ โดยเฉพาะหัวเข่า, คอ, และกระดูกสันหลัง อีกทั้งยังขัดขวางกระบังลมทำให้หายใจไม่สะดวก และทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้าก่อนวัยอันควร แต่ท่านี้เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์

4. นอนคว่ำหน้า ท่านี้ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้เกิดการกดทับตามข้อต่อ-กล้ามเนื้อจนเกิดอาการปวดเมื่อย, เหน็บชาไร้ความรู้สึกได้ อีกทั้งทำให้กระดูกสันหลังผิดรูปได้ และปวดบริเวณศีรษะเนื่องจากอยู่ผิดตำแหน่ง แต่ถ้านอนท่านี้แล้วไม่มีรู้สึกปวดเมื่อย หรือตามที่กล่าวมาข้างต้น ลองใช้ท่านี้นอน แต่ต้องไม่หนุนหมอน หรือใช้เพียงหมอนแบนๆเท่านั้น 

ที่มา yahoo